วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คนไทยขึ้นบันไดยืนชิดขวา


         มื่อเร็วๆนี้โครงการดีๆที่เกิดจากชาว Social Network ได้เกิดขึ้นอีกหนึ่งโครงการ ภายใต้ชื่อว่า คนไทยขึ้นบันไดยืนชิดขวา “standontheright” โดยมีการจัดทำภาพยนตร์สั้นออกเผยแพร่ทาง youtube เพื่อร่วมรณรงค์ให้คนไทยมีระเบียบวินัย โดยเฉพาะการใช้บันไดเลื่อนร่วมกับผู้อื่น ซึ่งนักแสดงในภาพยนตร์สั้นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นอาสาสมัครที่มีใจรักในระเบียบวินัย และต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น ได้นัดแนะกันผ่านทาง social network เพื่อมาพบกันในวันถ่ายทำตามสถานที่นัดหมาย…วันนี้ภาพยนต์ “ยืนชิดขวา Stand on the Right – Lost & Found” ก็ได้ถูกนำมาเผยแพร่แล้ว…

ที่มาของโครงการ

หลายๆท่านที่เคยไปห้างสรรพสินค้า หรือไปที่ office ต่างๆ ตามสนามบิน หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าลอยฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่มีบันไดเลื่อนคอยให้บริการอยู่นั้น จะสังเกตมีป้ายเตือนให้ชิดขวา แต่คนไทยส่วนใหญ่มองข้ามไป
แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆมากที่หลายคนมองข้ามในสังคม  แต่ในช่วงเวลามีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาออกเดินทางไปทำงานและชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อคุณจำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นบันไดเพื่อให้ทันเวลา แต่ก็ต้องมาเสียเวลารอคนที่ยืนขวางทั้ง 2 ข้างอยู่  ซึ่งตอนนี้เป็นนิสัยของคนไทย ที่ไม่ค่อยชิดข้างใดข้างหนึ่ง บางครั้งก็ขึ้นเป็นคู่ขวางทางบันไดหรือมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆโดยยืนอยู่คนละข้าง กันขวางทางกันจนชินเป็นนิสัย ในขณะที่คนอื่นที่จำเป็นต้องเร่งรีบ ก็ต้องมาเดือดร้อนด้วยท้ายสุดก็ไม่ทันเวลา   ดังนั้นเรื่องเล็กๆเหล่านี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน
ในต่างประเทศเค้ามีสังคมที่เป็นระเบียบวินัยมากและปฏิบัติกันโดยยืนชิด ข้างใดข้างหนึ่งเป็นระเบียบ และเรียบร้อย ในขณะที่ไทยของเราความเป็นระเบียบในการขึ้นบันไดยังดูวุ่นวาย ยังขาดความเป็นระเบียบ และกระทบกับคนที่จำเป็นต้องเร่งรีบอย่างมาก
จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ มีการพูดถึงกันในสังคมออนไลน์เช่น facebook twitter และแม้แต่เว็บบอร์ดบนเว็บไซต์ Pantip ก็มีกระทู้ประเด็นเรื่องการใช้บันไดเลื่อนและระเบียบวินัย โดยเฉพาะกับสิ่งเล็กๆในป้ายตามสถานที่สาธารณะต่างๆที่ว่า กรุณายืนชิดขวา กรุณา ขึ้นลงชิดขวา จึงได้มีก่อตั้ง Facebook Page บน Facebook ในชื่อว่า คนไทยขึ้นบันไดยืนชิดขวา “standontheright” ทาง www.facebook.com/standontheright เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา โดย ปัจจุบันนี้มีสมาชิกว่า 4,100 คนแล้วที่เข้าร่วมกลุ่มบน facebook นี้ โดยเนื้อหาภายใน facebook พูดถึงพฤติกรรมการใช้บันไดขึ้นลง และบันไดเลื่อน และประเด็นระเบียบวินัยในสังคมไทย กับสังคมในต่างประเทศ
และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มคนไทยขึ้นบันไดชิดขวาก็ได้นัดชักชวนกลุ่มอาสาสมัครในกลุ่มยืนชิดขวา ผ่านทาง social media เช่น facebook และ twitter มาช่วยเป็นนักแสดง  เพื่อทำภาพยนตร์สั้น ในเรื่อง ยืนชิดขวา Stand on the Right – Lost & Found โดยมีกลุ่มชาว facebook และ twitter มารวมกลุ่มกันช่วยแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้มากมาย  รวมทั้งผู้บริหารและผู้สนับสนุนต่างๆให้การสนับสนุนในการถ่ายทำด้วย จนเป็นคลิปที่มีกระแสตอบรับคนเข้าชมมากทีเดียวบน youtube โดยวันแรกที่เผยแพร่ ก็ติดอันดับ 64 ของโลก (non-profit & activism) ด้วย

ทำไมต้องยืนชิดขวา?

หลายท่านสงสัยว่าทำไมต้องชิดขวา ชิดซ้ายได้หรือไม่? ผู้จัดทำโครงการได้ให้เหตุผลไว้ดังนี้
1. อันที่จริงแล้วการยืนชิดข้างไหนไม่ใช่ประเด็น แต่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนิยม “ยืนชิดขวา” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ขับรถชิดขวา เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา หรือประเทศที่ขับรถชิดซ้ายเป็นหลัก เช่น อังกฤษ ฮ่องกง จีน เกาหลี
2. วัฒนธรรมการยืนชิดขวา ส่วนหนึ่งน่าจะมีเหตุผลมาจาก การที่คนส่วนใหญ่ถนัดขวา จึงจับราวบันไดด้านขวาได้สะดวกกว่า สำหรับผู้สุงอายุ การจับราวบันไดเพื่อยึดให้มั่นสำคัญสำหรับพวกเขามาก จึงจำเป็นต้องยืนบนบันไดเลื่อนด้านขวาที่พวกเขาส่วนใหญ่ถนัด ขณะที่กลุ่มหนุ่มสาววัยทำงานผู้มีกิจธุระเร่งรีบจำต้องเป็นฝ่ายเสียสละเดิน ชิดซ้าย และจับราวข้างที่ตัวเองไม่ถนัด
3. สำหรับรถไฟฟ้า BTS ได้รณรงค์ให้คนยืนชิดขวาอยู่แล้ว โดยเห็นได้จากวิดีโอแนะนำการใช้บันไดเลื่อน รูปบนบัตรโดยสารรถไฟฟ้า และป้ายบนทางขึ้นบันไดเลื่อน ซึ่งขณะนี้ BTS ได้กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการปรับปรุงป้าย “ยืนชิดขวา” ดังกล่าวให้มีความชัดเจนขึ้น โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นในประมาณ 3-4 เดือน
4. สำหรับความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมการ “เดินชิดขวาบนทางเท้า” ซึ่งคนไทยได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเยาว์ และเป็นนโยบายของ BTS ด้วยนั้น การ “เดินชิดขวาบนทางเท้า” และ “ยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน” มีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน เนื่องจากในการ “เดินชิดขวาบนทางเท้า” ผู้ที่เดินช้าจะอยู่ชิดขวาสุด ในขณะที่ผู้ที่เดินเร็วอาจแซงทางซ้ายซึ่งจะสวนกับผู้ที่เดินมาอีกทางหนึ่ง ดังนั้น ผู้ที่เดินชิด “ขวาสุด” (ผู้เดินช้า) เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนก็จะเป็นผู้ที่ “ยืนชิดขวา” ในขณะที่ผู้ที่ “เดินเร็ว” (ด้านซ้าย) เวลาขึ้นบันไดเลื่อนก็จะเป็นผู้ที่เร่งรีบเดินด้านซ้ายไป
5. ด้วยเหตุผลข้างต้น ทำให้ผู้ทำโครงการนี้ตัดสินใจรณรงค์โดยอาศัยแนวทางดังกล่าว เพราะการรณรงค์ให้คนทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่มีผู้เริ่มต้นรณรงค์ไว้ จะไม่เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างระเบียบวินัย
ผู้จัดทำโครงการนี้กล่าวว่า เหตุผลที่รวมกลุ่มนี้  ก็เพื่อต้องการให้ทุกคนช่วยกันสร้างความมีระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรปฏิบัติกัน  ร่วมทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสังคมน่าอยู่ขึ้น เพียงแค่อย่าลืมและปฏิบัติด้วยยืนชิดขวาขณะขึ้นหรือลงตลอดการเดินขึ้นอาคาร หรือไปที่สาธารณะ เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ไทเฮากับข้าพเจ้า 《太后與我》


 

 Décadence Mandchoue บันทึก ความทรงจำที่เผยบทรักพิสดารของพระนางซูสีไทเฮา (ฉือสี่ไท่โฮ่ว)แห่ง ราชวงศ์ชิง โดยเซอร์เอ็ดมุนด์ ทรีลอว์นี แบ็กเฮาวส์ (Sir Edmund Trelawny Backhouse) ได้รับการกล่าวขวัญอีกครั้ง เมื่อบริษัทในฮ่องกงได้นำ Décadence Mandchoue ฉบับภาษาจีนและฉบับภาษาอังกฤษออกวางแผงในดินแดนเมื่อ เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับฉบับพากษ์จีนมีชื่อว่า ไทเฮากับข้าพเจ้า 《太后與我》 จัดพิมพ์โดย New Century Press แห่งฮ่องกง


  ไทเฮากับข้าพเจ้า  ชู้รักชาวอังกฤษของซูสีไทเฮา เผยบทรักบนเตียง
แบ็กเฮาวส์ได้เขียน Décadence Mandchoue เมื่อ ปี 1943 โดยผู้เขียนตั้งใจให้เป็นบันทึกความทรงจำความสัมพันธ ์สวาทกับซูสีไทเฮา เนื้อเรื่องมีบทบรรยายฉากรักพิสดารบนเตียงระหว่างผู้ เขียนเซอร์แบ็กเฮาวส์ กับพระนางซูสีไทเฮา และที่น่าตกตะลึงไปกว่านั้นก็คือ เขาได้พรรณนาความรักระหว่างชายภายในราชสำนักชิง ความสัมพันธ์รักร่วมเพศระหว่างเขากับบรรดาเชื้อพระวง ศ์ รวมทั้งขุนนางชั้นสูง เซอร์แบ็กเฮาวส์ประกาศตัวว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ และมีความสัมพันธ์กับหญิงคนเดียวคือ พระนางซูสีไทเฮา

นอก จากนี้ นายแบ็กเฮาวส์ ยังได้ฉีกตำราประวัติศาสตร์ทั่วไป โดยเปิดเผยว่าซูสีไทเฮาสิ้นพระชนม์เพราะถูกสังหารด้ว ยกระสุนจากกระบอกปืนของ แม่ทัพหยวน ซื่อไข่

 


 สื่อ ฮ่องกง เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ นำเสนอบทความเกี่ยวกับ “ฆาตกรรมในราชสำนักชิง” โดยอ้างอิงบันทึกความทรงจำ ‘ไทเฮากับข้าพเจ้า’ ของเซอร์เอ็ดมุนด์ ทรีลอว์นี แบ็กเฮาวส์ ที่ระบุสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระนางซูสีไทเฮา ว่าถูกหยวน ซื่อไข่ ยิงสังหาร (ภาพ เอเจนซี)


 แบ็ก เฮาวส์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1873 เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเควกเกอร์ (Quaker) อันเก่าแก่และมีชื่อเสียง หลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ ด ในปี ค.ศ. 1898 ก็ได้เดินทางมายังกรุงปักกิ่ง เขาเชี่ยวชาญทั้งภาษาจีน ภาษาแมนจู และภาษามองโกล ได้ทำงานแปลและเป็นล่ามให้กับกระทรวงการต่างประเทศอั งกฤษและหนังสือพิมพ์ เดอะ ไทมส์แห่งลอนดอน แบ็กเฮาวส์เป็นผู้เชี่ยวชาญลัทธิบุรพนิยม(Orientalis m) หนังสือเกี่ยวกับเรื่องจีนของเขาติดอันดับหนังสือขาย ดี ได้แก่China under the Empress Dowager (1910) โดยหนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนร่วมกับนายแบลนด์ (J.O.P. Bland) ผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษร่วมค่ายหนังสือพิมพ์เดียวกับเข า หลังจากนั้นทั้งสองยังได้เขียนงานร่วมกัน คือ Annals and Memoirs of the Court of Peking (1914)

แบ็กเฮาวส์ได้เขียนบันทึกความทรงจำ ชื่อว่า Décadence Mandchoue เผย ถึงสัมพันธ์สวาทในสำนักชิง โดยนาย Reinhard Hoeppli นายแพทย์ชาวสวิสที่สนิทสนมกับเขารบเร้าให้เขาเขียนบั นทึกความจำอันน่าตื่น ตะลึงในสำนักชิงที่ท่านเซอร์ฯได้ประสบมาไว้ หลายเดือนต่อมาแบ็กเฮาวส์ก็ถึงแก่อนิจกรรม(เดือนมกรา คม ค.ศ. 1944) ด้วยโรคร้าย ที่กรุงปักกิ่ง ในวัย 71 ปี

แบ็กเฮาวส์วัย 32 ร่วมเตียงกับไทเฮาชันษา 70 ถึงสองครั้งในคืนเดียว



  ไทเฮากับข้าพเจ้า  ชู้รักชาวอังกฤษของซูสีไทเฮา เผยบทรักบนเตียง

ใน บทนำของบันทึกฯ แบ็กเฮาวส์ได้ใช้วลี "ความรักที่ทำให้ดวงเนตรของผู้คนมืดบอดนี้ดั่งมายาเพ้ อฝันเหนือจินตนาการ” พรรณนาประสบการณ์พิศวาสในราชสำนักชิงที่เขาได้ประสบม า เล่าว่าเมื่อวัย 32 เขาเริ่มเข้าวังที่ประทับของพระนางซูสีฯอย่างลับๆ ด้วยสถานะ “คู่นอน" อันทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองได้ผันแปรจาก “นักการทูตหนุ่มกับไทเฮา" มาเป็น “คู่รักเริงสวาท" ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เขากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย โดยในกิจกามนี้ก็มีมหาขันทีหลี่ เหลียนอิง เป็นผู้คอยจัดเตรียมยาโป๊วปลุกอารมณ์เพศให้แก่เขา ทั้งช่วยเขาอาบน้ำ พรมน้ำหอม ทำให้เขาเกิดอารมณ์เสน่หาสนองความปรารถนาของพระนางซู สีฯวัย 70 ชันษา


  ไทเฮากับข้าพเจ้า  ชู้รักชาวอังกฤษของซูสีไทเฮา เผยบทรักบนเตียง
ท่านเซอร์ฯบรรยายว่า “ข้าพเจ้าได้ถอดเสื้อผ้าออก ยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงอันคุ้นหู “มา นี่เร็วๆ เจ้าจะรอช้าอยู่ใย เรารุ่มร้อนจะแย่แล้ว!” ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้สึกอาย แต่ไฟพิศวาสกลับพวยพุ่งขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ หนุ่มวัย 32 เบื้องหน้าพระนางหม้ายชันษา 70 ข้าพเจ้าคุกเข่าลงหน้าบรรจถรณ์ (เตียง) หงส์องค์ใหม่ ซึ่งมีขนาดอลังการพอๆ กับบรรจถรณ์มังกร “กระหม่อมอยู่นี่แล้วพะยะค่ะ กระหม่อมพร้อมทำตามพระประสงค์ของไทเฮาด้วยสุดชีวิตจิ ตใจของกระหม่อม"

“ข้าพเจ้า รู้สึกขอบคุณท่านขันทีหลี่ เหลียนอิงและยาปลุกเร้าอารมณ์สารพัดประโยชน์ของเขาด้วยใจจริง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตัวเองเหาะเหินเดินอากาศได้ คล้ายกับอาชาหนุ่มคะนองผยองศึกเลยทีเดียว หลังจากคลื่นกระทบฝั่งไปคำรบหนึ่งแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างเสร็จสมอารมณ์หมาย กระทั่งเกือบยามสาม ท่านหลี่จึงเข้ามาถวายชาแด่ไทเฮา และให้ยาปลุกอารมณ์กับข้าพเจ้าอีกสองเม็ด"

ไทเฮา รับสั่งว่า "เราอยู่ด้วยกันอย่างสำราญใจมาก" ขันทีหลี่ทูลตอบว่า "หม่อมฉันมองออกพะยะค่ะไทเฮา เห็นท่านชายผู้นี้ทำให้พระองค์พอพระทัยได้ หม่อมฉันก็มีความสุขมากเช่นกันพะยะค่ะ ทรงรอให้ยานี่ออกฤทธิ์ก่อน รับรองเขาได้กลับมาแข็งแรงปึ๋งปั๋ง เปี่ยมพลังวังชา พร้อมถวายงานให้ทรงสำราญอีกพะย่ะคะ"

ชินอ๋องเปิดงานสังสรรค์ชาย-ชายในห้องอาบน้ำ

เชื้อ พระวงศ์ชั้นสูง (กงชินหวัง) กับบรรดาผู้รับใช้หารือกันในห้องอาบน้ำอันเงียบเชียบ แห่งนั้น พลันมีสุรเสียงบัญชาดังขึ้น "คุกเข่าลง" สุรเสียงดังก้องทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าขัด แบ็กเฮาวส์เมื่อได้ยินบัญชาก็คุกเข่าลง กงชินหวังกับชายผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน ร่างที่กำลังยาตราเข้ามาในห้องนั้นคือพระนางซูสีไทเฮ านั่นเอง พระนางทรงแต่งพระเกศาลายคลื่นลม ทรงอาภรณ์สีเหลือง ทรงสนับเพลาและรองพระบาทแบบบุรุษ หลี่ เหลียนอิงและชุย เต๋อหลงลองพระหัตถ์ของพระองค์อยู่ ครั้นพระนางย่ำพระบาทจนทรงพระองค์อย่างมั่นคงแล้ว ก็ตรัสด้วยความกริ้วว่า “ผู้ใดกล้าขัดคำสั่งเรา” หลังจากพระองค์ทรงได้ “เปิดหูเปิดตา”เสร็จ ก็เสด็จไปยังห้องอาบน้ำอื่นๆ อย่างพอพระทัย



  ไทเฮากับข้าพเจ้า  ชู้รักชาวอังกฤษของซูสีไทเฮา เผยบทรักบนเตียง

หยวนซื่อไข่ ยิงเข้าพระอุทรของพระนางซูสีฯ

ต่อ ข้อสงสัยเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระนางซูสี เซอร์แบ็กเฮาวส์ได้ลบล้างการอธิบายในหนังสือประวัติศ าสตร์ทั่วไป เขาระบุในบักทึกว่าเมื่อแม่ทัพหยวน ซื่อไข่และนายพลเถี่ย หลางฉิว ได้พยายามโน้มน้าวพระนางให้สละราชบัลลังก์
แต่พระนางกลับทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งให้นายทหารใหญ่ทั ้งสองเป็นราชครู มีหน้าที่บริหารงานแผ่นดิน และช่วยพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ทำงานต่างพระเนตรพระก รรณ หยวน ซื่อไข่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็บันดาลโทสะ จึงคว้าปืนมายิงลั่นลูกกระสุนออกไปหกนัด กระสุนสามนัดโดนเข้าที่กลางพระอุทรของซูสีไทเฮา เวลานั้นพระนางยังมิได้สิ้นพระชนม์ทันที แต่ทรงตะโกนว่า “กบฏ! ลากตัวหยวน ซื่อไข่ไปประหาร ไอ้เนรคุณ ทำไมเราถึงปล่อยมันไว้จนป่านนี้?"


  ไทเฮากับข้าพเจ้า  ชู้รักชาวอังกฤษของซูสีไทเฮา เผยบทรักบนเตียง


 ต้นฉบับลายมือเขียน


 จินตนาการที่ปั้นแต่งขึ้นจากความทรงจำเรื่องเซ็กซ์แล ะฝิ่น?


สื่อยักษ์ใหญ่โลก นิวยอร์ก ไทม์ส ได้ เผยกระแสวิพาษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับงานเขียนเรื่องจีนของแบ็กเฮาวส์ ในบทความชื่อ 'Memoir (or Is It?) of Sex and Opium' เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2554 โดยได้อ้างถึงงานเขียนเรื่องจีนของแบ็กเฮาวส์ที่ติดอ ันดับหนังสือขายดี คือ China under the Empress Dowager และ Annals and Memoirs of the Court of Peking มี การพิสูจน์กันแล้วว่าแหล่งข้อมูลที่มาและเนื้อหาที่ก ล่าวอ้างบางส่วนใน หนังสือนั้น บิดเบือน (เขา (แบ็กเฮาวส์) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากหลังจากมีการพบว่าบันทึกที ่เขานำมาอ้างอิงนั้น เป็นเอกสารปลอม) ด้านกลุ่มนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นต่างถึงคุณค่า ของงานเขียนของแบ็ก เฮาวส์ ในการทำให้ชาวตะวันตกเข้าใจจีน และมันมีความสำคัญอันใดหรือไม่

เซอร์เอ็ดมุนด์ ทรีลอว์นี แบ็กเฮาวส์ ได้เขียนบันทึกความจำ Décadence Mandchoue เมื่อ ปี 1943 บันทึกความทรงจำซึ่งเป็นต้นฉบับลายมือเขียนนี้อยู่ใน ความดูแลของแพทย์ชาว สวิสที่ดูแลเขา คือ Reinhard Hoeppli ซึ่งไม่ได้นำออกตีพิมพ์เผยแพร่

ต่อมาต้นฉบับลายมือเขียนฉบับนี้ได้ตกไปอยู่ในมือของน ักประวัติศาสตร์ ชาวอังกฤษ นาย Hugh Trevor-Roper ซึ่งก็ไม่ได้นำออกตีพิมพ์เผยแพร่เช่นกัน นาย Trevor-Roper กลับเขียนชีวประวัติของตัวเอง ออกมาเป็นหนังสือชื่อ Hermit of Peking: The Hidden Life of Sir Edmund Backhouse (1976) ทั้งได้โจมตีบันทึกความทรงจำของแบ็กเฮาวส์ เป็น “เอกสารประวัติศาสตร์ที่ไร้คุณค่าสิ้นดี” ทั้งหลอกลวง และลามกอนาจาร

บันทึก ความทรงจำฉบับดั้งเดิมของแบ็กเฮาวส์ ถูกเก็บไว้บนหิ้งหนังสือในห้องสมุด Bodleian ในออกซ์ฟอร์ดจนฝุ่นเกาะหนา กระทั่งดีเร็ก แซนด์เฮาส์ (Derek Sandhaus) หัวหน้ากองบรรณาธิการ Earnshaw Books ได้มาพบขณะกำลังวิจัยหนังสือเล่มอื่น จากนั้นก็มีการแปลฉบับภาษาอังกฤษและตีพิมพ์เผยแพร่

เป้า ผู่ แห่ง New Century Press แห่งฮ่องกง กล่าวถึงสาเหตุที่บันทึกความทรงจำลายมือเขียนเล่มนี้ ไม่ได้รับการตีพิมพ์เผย แพร่เป็นเวลานาน “ประการแรก เป็นเพราะ นาย Trevor-Roper ได้ทำลายชื่อเสียงของเซอร์แบ็กเฮาวส์ไปแล้ว ประการที่สอง เพราะเนื้อหาบทรักเริงสวาทอันโจ่งครึ่ม” 

อย่างไรก็ตาม บันทึกความจำ Décadence Mandchoue ก็ ยังมีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ แม้กระทั่งผู้พิมพ์ก็ยอมรับว่า “เนื้อหาในหนังสืออาจไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่ก็ยังมีคุณค่าอยู่ที่รายละเอียดเกี่ยวกับยุคสมัยท ี่บันทึกไว้ในหนังสือ แม้เนื้อหามีความลักลั่นพิกลอยู่ แต่ก็มีพื้นฐานจากเรื่องจริง แม้บางจุดไม่ใช่ประสบการณ์ที่เขาประสบมาด้วยตังเองจร ิงๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาได้ยินมา” แซนด์เฮาส์ กล่าว

แซนด์เฮาส์ ยอมรับว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะระบุจัดประเภทแก่หนังสือเล่มน ี้ เป็นอัตชีวประวัติ เรื่องแต่ง หรือไม่ใช่เรื่องแต่ง?”

 งาน เขียนเรื่องจีนของแบ็กเฮาวส์เล่มอื่นๆก็ถูกตั้งคำ ถามแบบเดียวกัน นี้เช่นกัน ในยุคสมัยที่เขาเขียนงานเหล่านี้ โลกตะวันตกรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องจีนน้อยมาก การที่แบ็กเฮาวส์รู้ทั้งภาษาจีนกลาง ภาษามองโกล และภาษาญี่ปุ่นนั้น ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดระดับหนึ่ง ขณะที่ผู้อ่านงานของเขาไม่มีทางที่จะพิสูจน์ข้อกล่าว อ้างของเขาได้เลย
สำหรับผู้อ่านยุคสมัยใหม่ที่มีความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ อาจมอง Décadence Mandchoue เป็น บันทึกความจำที่ปั้นแต่งขึ้นจากจินตนาการเฟ้อฝัน ที่มีรายละเอียดข้อมูลที่เขียนจากชีวิตจริง โดยมีพล็อตเรื่องเต็มไปด้วยสีสันรุนแรง แบ็กเฮาวส์รู้ดีว่าชาวยุโรปทั่วๆไปมีทัศนคติเกี่ยวกั บจีนอย่างไร เป็นโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องแปลกพิสดาร เรื่องเซ็กซ์ โลกแห่งความเพ้อฝันของเหล่าราชินี และการสูบฝิ่น ดังนั้น เขาจึงตอบสนองผู้อ่านอย่างโดนใจ

“ทำไมชาวตะวันตกถึงจะเชื่อเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีส ันรุนแรงเหล่านี้

“ในทางกลับกัน จะมีใครเชื่อว่าหนุ่มจีนคนหนึ่งเดินทางไปอังกฤษ และมีสัมพันธ์สวาทกับพระนางวิคตอเรีย?” Bret Hinsch อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฝัวกวงใน ไต้หวัน และผู้เขียน Passions 

The Prince of Tennis ปี 1-2-3-4

http://www.greezzradio.in.th/board/simple/?t750.html
http://www.greezzradio.in.th/board/read.php?tid=750
ใครที่ชอบ The Prince of Tennis หาดูได้จากเวปนี้เลยครับ

THE SHOCK ฟังรายการย้อนหลังออนไลน์แบบไม่มีโฆษณา

http://www.kapolo.com/forum/index.php?topic=36642.0

เวปนี้ผมโหลด THE SHOCK ย้อนหลังฟังประจำชอบมากเพราะไม่มีโฆษณา 
ยังไงก็กราบขอบคุณ คุณ paramezza ด้วยที่นำเสนอสิ่งดีๆแบบนี้

คำพูดๆ โดนจาก FB

คนนึง "คิดถึง" อีกคน "คิดถอย" คนนึง "เฝ้าคอย" อีกคน
"เดินหนี" คนนึง "ห่วงหา" อีกคน "ไม่มี" คนนึง "ภักดี"  อีกคน "เปลี่ยนไป"

"เวลา" จะช่วยให้ทุกสิ่ง "ดีขึ้น"... แต่ "เวลา" ไม่ได้ช่วยให้...ทุกอย่าง"เหมือนเดิม

เวลาน้ำ "เข้าตา" มันจะ "แสบที่ตา" เเต่ถ้าน้ำ "ออกจากตา" มัน "แสบที่ใจ"

คนที่ถูกคอมักอยู่ไกล คนที่ถูกใจมักเย็นชา คนที่ตามหามักล่องลอย คนที่รอคอยมักไม่เจอ 

"ความดึก" ทำให้เรานอนเหงาหรือ "ความเหงา" ทำให้เรานอนดึก

รักไม่ใช่ "การพยายามเข้าใจ" แต่รักคือ
"การเข้าใจโดยที่ไม่ต้องพยายาม"

บังเอิญพบ .. บังเอิญรัก .. บังเอิญรู้จัก .. อาจเกิดขึ้นได้ .. แต่ไม่มีหรอก .. บังเอิญนอกใจ 

ตัดใจจากเธอ" ว่ายากแล้ว "ตัดเธอจากใจ" มันยากกว่า

"Did" เป็นอดีตของ "Do" แต่ "You" เป็นอดีตของ "I" 

"ปลั๊ก" คือ อุปกรณ์ไฟฟ้า "ราว" คืออุปกรณ์ตากผ้า... มันไม่สำคัญว่า "ราวหรือปลั๊ก" แต่สำคัญที่ "รักหรือป่าว"

วลาทำให้เรากลายเป็น"คนรัก" แล้วเวลาก็มักทำให้เรากลายเป็น"คนอื่น

"รักแท้" ไม่ได้แพ้ "ระยะทาง" แต่แพ้คน "ใจกว้าง" ที่โทษ "ระยะทาง" แล้วทำมาเป็น "อ้าง" ว่า..."ห่างกัน"

ส่วนผสมของ"ความรัก"คือ"เวลา"... ส่วนผสมของ"น้ำตา"
คือ"ความเสียใจ"

ความสุขของการคิดถึง, คือการได้รู้ว่า, เขาก็คิดถึง

บางทีความรัก ไม่ได้เริ่มจากการ "รู้จัก" แต่เริ่มกับความ "รู้สึก"

"คำบางคำ"มีความหมายสำหรับ"คนบางคน" แต่"คนบางคน"
ไม่เคยเข้าใจความหมายของ"คำบางคำ"

ไว้อาลัย เหตุการณ์ แบล็กฮอว์ก



    เป็นข่าวเศร้าที่สุดของวันนี้ ที่พวกเราต่างเฝ้าอธิษฐานว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับเหล่าทหารกล้าอีก 8 ท่านที่ออกไปเพื่อปฏิบัติภาระกิจนำศพทหารกลับสู่บ้านเกิด ณ เนิน 1100 เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แต่แล้วปาฏิหาริย์นั้นไม่มีจริง ทำให้เราสูญเสียทหารอีก 8 ท่าน และพลเรือนอีก 1 ท่านไปอย่างไม่มีวันกลับ
วันนี้เราคงได้แต่ ขอให้ดวงวิญญาณของทั้ง 14 ท่าน ไปสู่สุขคติ และขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสีย

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิธีทรมานตัวเอง

1.คันแล้วไม่เกา
2.ไม่ยอมตัดเล็บขบ
3.เอาเทปหนาแปะขาตัวเอง (ขาคนอื่นไม่แนะนำ) แล้วดึงออกแรง ๆ
4.อมลิสเตอร์รีนไว้ในปากนาน 30 วินาที ตามคำแนะนำที่ข้างขวด
5.ยืนอยู่ ใกล้ ๆ ร้านอาหารที่กำลังผัดพริกแกงอยู่
6.เลือกดูหนังยาวสามชั่วโมงในโรงหนังที่เปิดแอร์ เย็นเฉียบ
7.สูดยาดม หลอดใหม่เฮือกเดียวให้เต็มปอด
8.ป้ายยาหม่องที่หนังตา
9.เปิดพัดลมในหน้าหนาว
10.ดูรูปอาหารต่างๆขณะกำลังหิว
11.ไปทานอาหารบุฟเฟ่ต์
12.กินวาซาบิเปล่า ๆ
13.กินกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล .. และน้ำ
14.ยืนดมตดคนอื่น T T